ตะลึงขรก.ติดเอดส์สูง พลเรือน-ทหาร-ตำรวจ

ตะลึงขรก.ติดเอดส์สูง พลเรือน-ทหาร-ตำรวจ

เมื่อวันที่ 18 มกราคม นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคเอดส์ของไทย ว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2527 จนถึงวันที่ 30กันยายน2551 รวม 24 ปี สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค คาดว่ามีผู้ติดเชื้อประมาณ 1.2ล้านคน มีผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 337,989 ราย เป็นชายมากกว่าหญิงในอัตราส่วน 2ต่อ1 เสียชีวิตแล้ว 92,111ราย หรือประมาณ 1ใน4 ของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งผู้ป่วยโรคเอดส์มีทุกกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะข้าราชการ เป็นกลุ่มประชากรที่มีการศึกษา มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ จากการวิเคราะห์พบว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2527 จนถึงวันที่ 30กันยายน2551 มีข้าราชการป่วยจากโรคเอดส์สะสม ทั้งหมด 10,278ราย คิดเป็นร้อยละ3 ของผู้ป่วยโรคเอดส์ทั้งหมด เป็นชาย 9,043ราย หญิง 1,235ราย เพศชายป่วยสูงกว่าเพศหญิงในอัตราส่วน 7ต่อ1 เสียชีวิตแล้ว 2,448ราย โดยผู้ป่วย 1 ใน 3 เป็นกลุ่มข้าราชการพลเรือน อีกประมาณ 1ใน10 เป็นทหารและตำรวจ สาเหตุใหญ่ของการติดเชื้อเอดส์ เกือบร้อยละ90 เกิดมาจากการมีเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย

นพ.สุพรรณ กล่าวอีกว่า ข้าราชการที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ ร้อยละ63.8 อายุระหว่าง 30-44ปี มากที่สุดคืออายุ 30-34ปี พบร้อยละ24 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ61 แต่งงานแล้ว โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้รับรายงานผู้ป่วยเอดส์ที่เป็นข้าราชการรายแรกเมื่อ พ.ศ.2530 มีรายงานป่วยสูงสุด 940ราย ในปี2539 หลังจากนั้นเริ่มลดลงอย่างช้าๆ ในปี2551 นี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน มีรายงานผู้ป่วย 303ราย จังหวัดที่ข้าราชการป่วยสะสมสูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร 1,622ราย ส่วนต่างจังหวัดพบมากที่สุด 5จังหวัดแรกคือ จ.เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา นนทบุรีและจ.ชลบุรี

ด้าน พญ.พัชรา ศิริวงศ์รังสรร ผอ.สำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กล่าวว่า สำนักโรคเอดส์ฯ ได้เฝ้าระวังสถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวีในประชาชนกลุ่มต่างๆ ทุกปี เพื่อประเมินผลการรณรงค์ป้องกัน โดยผลการเฝ้าระวังในปี2550 ใน 8กลุ่ม ใน 76จังหวัด ปรากฏผลดังนี้ 1.กลุ่มหญิงขายบริการทางเพศ พบติดเชื้อร้อยละ5.57 จังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ จ.ลำปางร้อยละ28.75 รองลงมาคือ จ.สุโขทัย ร้อยละ24 และจ.สมุทรสงคราม ร้อยละ18.32 จากการประเมินพบว่า กลุ่มที่มีแนวโน้มติดเชื้อลดลง ได้แก่ กลุ่มหญิงฝากครรภ์ กลุ่มโลหิตบริจาค กลุ่มชาวประมงและกลุ่มแรงงานต่างชาติ แต่กลุ่มที่มีแนวโน้มติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้แก่ กลุ่มหญิงขายบริการทางเพศตรงและแฝง กลุ่มชายที่มาตรวจกามโรคและกลุ่มชายขายบริการทางเพศ โดยกลุ่มชายที่มาตรวจกามโรค เป็นกลุ่มสำคัญในการนำเชื้อเอชไอวีจากหญิงขายบริการทางเพศมาสู่กลุ่มหญิง ทั่วไปได้ จึงต้องเน้นการสร้างพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัย100% โดยปีงบประมาณ2552 กรมควบคุมโรคได้จัดซื้อถุงยางอนามัย 20ล้านชิ้น บริการกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ เพื่อใช้ในการป้องกัน
วันที่ 19/1/2009

 
Contact: thaivirology@gmail.com
Website statistics



Copyright © 2012 The Virology Association (Thailand)